
รีวิวงานเสร็จ คลิปโพสต์ก็ลงแล้ว แบรนด์นำคอนเทนต์ไปใช้เรียบร้อย แต่เมื่อถึงกำหนดจ่ายเงิน เริ่มได้คำตอบเดิมว่ารอฝ่ายบัญชี รอแบรนด์โอน รอเครดิตเทอม(Credit Term) หรือหนักกว่านั้นคือผู้ประสานงานหายไปจากแชทอย่างไร้วี่แวว ปัญหาโดนโกงค่าตัวอินฟลูเอนเซอร์และงานรีวิวหลอกจึงไม่ได้สร้างความเสียหายแค่หลักพันหรือหลักหมื่นต่อคน เพราะเมื่อเกิดกับ Influencer จำนวนมากพร้อมกัน ความเสียหายสามารถสะสมเป็นเงินหลักล้านได้
นั่นทำให้ Sixtyscope จึงทำคู่มือนี้ขึ้นเพื่ออธิบายตั้งแต่การแยกว่าเราเจอการฉ้อโกหรือคู่สัญญาผิดนัดไปจนถึงการเก็บหลักฐานทวงเงินแจ้งความฟ้องคดีและป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายย้อนกลับมากล่าวหาว่าอินฟลูเอนเซอร์เป็นฝ่ายผิดสัญญาเอง เพราะการทวงค่าจ้างให้ได้ผล ไม่ได้เริ่มที่การโพสต์แฉ แต่เริ่มจากการจัดข้อเท็จจริงให้แข็งแรงพอที่จะใช้ต่อรองและดำเนินคดีได้จริงนั่นเองครับ
รู้จักงานรีวิวปลอม
งานรีวิวโดยทั่วไปคือการที่แบรนด์ เอเจนซี่ หรือนายหน้าว่าจ้าง Influencer, KOL, KOC หรือ Content Creator ให้ผลิตและเผยแพร่คอนเทนต์ตามบรีฟ(Brief) แลกกับค่าตอบแทนที่ตกลงกัน ซึ่งอาจจ่ายก่อนเริ่มงาน จ่ายบางส่วน หรือกำหนดเครดิตเทอม(Credit Term) หลังงานเสร็จก็ได้ ส่วนที่เรียกกันในวงการว่า งานรีวิวปลอม งานรีวิวหลอก หรืองานที่จบด้วยการ Ghosting Job(งานที่ไม่มีอยู่จริง) ไม่ได้หมายความว่าสินค้าหรือแคมเปญนั้นไม่มีอยู่จริงเสมอไป เพราะบางงานเป็นแคมเปญจริง มีสินค้าให้รีวิวจริง และคอนเทนต์ถูกแบรนด์นำไปใช้จริง แต่สิ่งที่ไม่จริงคือความตั้งใจหรือความสามารถในการจ่ายเงินตามที่รับปากไว้ต่างหาก
รูปแบบที่พบได้จึงมีตั้งแต่บุคคลสร้างตัวเป็น KOL Specialist ซึ่งโพสต์ตามกลุ่มหา Influencer บน Facebook Group แล้วรับงานต่อมาโดยไม่มีฐานะเป็นบริษัทจริง เอเจนซี่รับเงินจากลูกค้าแล้วไม่นำมาจ่ายค่าตัว ไปจนถึงบริษัทที่มีตัวตนจริงและเคยจ่ายปกติ แต่ภายหลังเริ่มค้างชำระหลายคนพร้อมกัน สิ่งสำคัญคือคำว่า งานรีวิวผี(Ghosting) เป็นเพียงพฤติกรรมหายจากการติดต่อ ไม่ใช่ข้อพิสูจน์ทางกฎหมายว่าอีกฝ่ายฉ้อโกง ผู้เสียหายจึงต้องดูข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกันก่อนนะครับ
ทำไมอินฟลูเอนเซอร์ถึงมักโดนหลอก

งาน Influencer เปิดช่องให้ผู้ว่าจ้างบางรายจับเสือมือเปล่าได้ง่าย โดยแทบไม่ต้องลงทุนก่อน แต่ให้ Influencer เป็นฝ่ายลงทุนเวลา ถ่ายทำ ตัดต่อ และส่งมอบคอนเทนต์ก่อนรับเงิน ยิ่งหลายงานดีลผ่านแชทและใช้ Credit Term ผู้ว่าจ้างจึงสามารถนำผลงานไปใช้สร้างมูลค่าทางการตลาดได้ก่อนที่ Creator จะได้รับค่าตัว ขณะที่ตลาด Influencer ไทยมีขนาดใหญ่มาก โดยข้อมูลที่เผยแพร่โดย Thai PBS ระบุว่าในปี 2568 ตลาดมีมูลค่ากว่า 12,500 ล้านบาท และเติบโตจากปีก่อนถึง 25%เมื่อมีเงินหมุนเวียนสูง แต่ค่าจ้าง Creator รายย่อยบางงานมีเพียงหลักร้อยถึงหลักพัน จึงเกิดช่องให้ผู้ไม่หวังดีเลือกเบี้ยวเงินทีละราย เพราะคาดว่าผู้เสียหายจะไม่เสียเวลาตามเรื่อง แต่หากทำแบบเดียวกันกับ Influencer หลายสิบหรือหลายร้อยคน เงินจำนวนเล็กน้อยของแต่ละคนก็สามารถรวมเป็นผลประโยชน์ก้อนใหญ่ได้
ประเภทของมิจฉาชีพที่หลอกอินฟลูเอนเซอร์
สาเหตุของการโดนเบี้ยวค่าตัวควรแยกออกเป็น 2 ประเภท เพราะผลทางกฎหมายอาจต่างกันมาก ได้แก่
1. ผู้ว่าจ้างมีเจตนาหลอกตั้งแต่ต้น เช่น สร้างข้อมูลเท็จ อ้างว่าเป็นตัวแทนแบรนด์ทั้งที่ไม่ใช่ รับคอนเทนต์หรือประโยชน์จาก Influencer โดยรู้อยู่แล้วว่าจะไม่จ่าย หรือใช้รูปแบบเดิมกับผู้เสียหายจำนวนมาก กรณีเช่นนี้อาจมีข้อเท็จจริงที่ต้องพิจารณาเรื่องฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งต้องมีการหลอกลวงโดยทุจริตด้วยข้อความเท็จหรือปกปิดความจริงและมีผลให้ผู้หลอกได้ทรัพย์สินหรือประโยชน์ตามองค์ประกอบของกฎหมาย
2. บริษัทมีงานจริงและเคยมีความสามารถจ่าย แต่ภายหลังสภาพคล่องพัง ลูกค้าไม่จ่าย บริษัทบริหารเงินผิดพลาด หรือเงินหมุนไม่ทัน หากข้อเท็จจริงเป็นเพียงไม่สามารถชำระหนี้ตามกำหนดโดยไม่มีการหลอกตั้งแต่ต้น ปัญหาจะใกล้กับเรื่องผิดสัญญาหรือหนี้ทางแพ่งมากกว่า คำว่าไม่มีเงินจ่ายไม่ทำให้ความรับผิดตามสัญญาหายไปแต่ก็ไม่ได้ทำให้ทุกกรณีกลายเป็นความผิดฐานฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ
ขั้นตอนการดำเนินคดี

เมื่อค่าตัวถึงกำหนดแล้วไม่ได้รับเงิน สิ่งที่ไม่ควรทำคือรีบลบแชท ด่าคู่กรณี หรือโพสต์ข้อมูลส่วนตัวของอีกฝ่ายด้วยความโมโห เพราะช่วงแรกเป็นช่วงที่หลักฐานมีค่าที่สุด วิธีรับมือที่ได้เปรียบกว่าคือเปลี่ยนปัญหาจากเรื่องที่คุยกันกระจัดกระจายในแชทให้กลายเป็นข้อพิพาทที่มี Timeline มีคู่สัญญาชัดมีจำนวนหนี้ชัดและพิสูจน์ได้ว่า Influencer ทำหน้าที่ของตนได้ครบถ้วนแล้วจากนั้นจึงเลือกว่าจะเจรจา ไกล่เกลี่ย ใช้สิทธิทางแพ่ง หรือดำเนินคดีอาญาตามข้อเท็จจริง ซึ่งกระบวนการหลักที่ Sixtyscope แนะนำให้เรียงตามลำดับ ได้แก่
1. เตรียมข้อมูลของผู้ว่าจ้าง
ก่อนทวงว่าใครโกง ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าใครเป็นลูกหนี้ของเราในทางเอกสาร เพราะงาน Influencer หนึ่งงานอาจมีแบรนด์ เจ้าของแคมเปญ เอเจนซี่หลัก ซับเอเจนซี่ นายหน้า และ KOL Specialist อยู่ในสายเดียวกัน ผู้เสียหายควรรวบรวมใบเสนอราคา สัญญา Purchase Order ใบรับงาน Brief อีเมล (แชท LINE ใช้เป็นสัญญาได้เช่นกัน) หลักฐานส่งสินค้า หลักฐานส่ง Draft วันที่อนุมัติงาน ลิงก์โพสต์จริง Invoice เอกสารหักภาษี ณ ที่จ่าย วันครบกำหนดชำระ และข้อความที่อีกฝ่ายเคยยืนยันยอดเงินไว้ โดยเฉพาะต้องเก็บข้อมูลนิติบุคคลและชื่อคู่สัญญาที่ปรากฏในเอกสารให้ตรงกัน
กรณีหากผู้ว่าจ้างเป็นนายหน้าหรือ KOL Specialist ที่ไม่ได้ใช้ชื่อบริษัทชัดเจน ยิ่งต้องเก็บชื่อจริง เบอร์โทร บัญชีที่ติดต่อ อีเมล และหลักฐานว่าเขาดีลงานในฐานะใด หากเป็นเอเจนซี่ที่รับงานมาจากแบรนด์อีกทอดหนึ่ง ผู้เสียหายสามารถติดต่อแบรนด์เพื่อขอตรวจสอบข้อเท็จจริงได้โดยใช้ภาษาที่เป็นกลาง ไม่จำเป็นต้องกล่าวหาว่าเอเจนซี่โกง เพราะนอกจากช่วยให้แบรนด์ทราบพฤติกรรมของคู่ค้า(Vendor) แล้ว บางกรณีแบรนด์สามารถกดดันหรือประสานให้เอเจนซี่เคลียร์ยอดค้างได้เร็วกว่า Influencer อย่างเราๆ ไล่ตามเอง(เพราะเอเจนซี่มักกลัวสูญเสียลูกค้าของตนไปเช่นกัน)
ข้อความสำหรับติดต่อแบรนด์สามารถใช้ได้ดังนี้
เรียนทีมงานแบรนด์ ดิฉันขอรบกวนตรวจสอบแคมเปญชื่อ [ชื่อแคมเปญ] ซึ่งได้รับการประสานงานผ่าน [ชื่อเอเจนซี่หรือผู้ประสานงาน] โดยดิฉันได้ดำเนินงานและเผยแพร่คอนเทนต์เรียบร้อยตามข้อตกลงเมื่อวันที่ [วันที่] และมีกำหนดชำระค่าตอบแทนจำนวน [จำนวนเงิน] บาท ในวันที่ [วันที่ครบกำหนด]
แต่ปัจจุบันยังไม่ได้รับชำระและไม่สามารถได้รับกำหนดการจ่ายเงินที่ชัดเจนจากผู้ประสานงาน จึงต้องการสอบถามว่าแคมเปญดังกล่าวเป็นงานที่ได้รับมอบหมายจากทางแบรนด์จริงหรือไม่ และทางแบรนด์ได้ดำเนินการชำระเงินให้ผู้รับผิดชอบแคมเปญแล้วหรือยัง ข้อความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขอตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาทางแก้ไขยอดค้างชำระเท่านั้น หากทางแบรนด์สามารถช่วยประสานกับเอเจนซี่หรือผู้เกี่ยวข้องให้ชี้แจงกำหนดการชำระเงินได้ จะขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ
2. ระบุความเสียหายและเลือกใช้เครื่องมือทางกฎหมาย
หลังรวบรวมหลักฐานแล้ว สิ่งที่ Influencer ต้องทำต่อคือดูทั้งพฤติการณ์และมูลค่าความเสียหาย เพราะในสถานการณ์จริง งานรีวิวจำนวนมากมีค่าตัวเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาท การจ้างทนายเพื่อฟ้องคดีแพ่งอาจมีต้นทุนสูงกว่ายอดเงินที่ต้องการเรียกคืนหลายเท่า ดังนั้น ควรแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้
2.1 งานมูลค่าไม่สูง (หลักร้อยถึงพันบาท)
หากเป็นงานมูลค่าไม่สูง แต่มีหลักฐานชัดว่าผู้ว่าจ้างมีพฤติการณ์หลอกตั้งแต่ต้น เช่น ใช้ข้อมูลเท็จ รับงานจาก Influencer หลายคนในรูปแบบเดียวกัน รับคอนเทนต์ไปใช้แล้วหาย ติดต่อไม่ได้ หรือมีพฤติการณ์ที่แสดงว่าตั้งแต่แรกไม่ได้มีเจตนาจะชำระค่าจ้าง Influencer ควรนำหลักฐานไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้พนักงานสอบสวน(ตำรวจ)พิจารณาความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้เสียหายสามารถเริ่มดำเนินการได้เองโดยไม่จำเป็นต้องจ้างทนายตั้งแต่ขั้นตอนแรก
แต่อย่างไรก็ดี ต้องเข้าใจว่าการไม่จ่ายเงินเพียงอย่างเดียวยังไม่ทำให้เป็นฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ หากข้อเท็จจริงเป็นเพียงบริษัทมีงานจริงและภายหลังผิดนัดชำระเงิน ตำรวจอาจพิจารณาว่าเป็นข้อพิพาททางแพ่งได้ (จำเป็นใช้พยานหลักฐานเพื่อเป็นคดีฉ้อโกงเพื่อป้องกันการปัดความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่) ในกรณีหากตำรวจตีความเป็นคดีแพ่งนั้น ท่านสามารถส่งหนังสือทวงถาม ขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง หรือดำเนินคดีแพ่งเพื่อบังคับชำระหนี้ต่อได้ โดยมาตรา 213 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นหลักสำคัญเรื่องการขอให้บังคับลูกหนี้ชำระหนี้
2.2 งานมูลค่าสูง (ตั้งแต่หลักหมื่น หลักแสน หรือมีผู้เสียหายหลายราย)
การติดต่อทนายความในคดีแพ่ง ถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด โดยให้ทนายตรวจสัญญา วางรูปคดี และพิจารณาการฟ้องแพ่งจะเริ่มคุ้มค่ามากขึ้น เพราะไม่ได้เรียกเพียงค่าตัวที่ค้าง แต่ยังต้องพิจารณาดอกเบี้ย ค่าเสียหาย สิทธิในการเลิกสัญญา และโอกาสบังคับคดีเอาทรัพย์สินของลูกหนี้มาชำระหนี้ด้วย ขณะเดียวกัน Influencer บางคนอาจคิดว่าได้รับสินค้ามารีวิวแล้ว แม้ไม่ได้ค่าตัวก็ถือว่าไม่ได้เสียอะไร ความคิดนี้ต้องแยกให้ชัด หากข้อตกลงตั้งแต่ต้นคือแบรนด์ส่งสินค้าให้ทดลองพร้อมจ่ายค่าจ้างเป็นเงิน สินค้าที่ได้รับไม่ใช่สิ่งทดแทนค่าตัวเพียงเพราะแบรนด์หยุดจ่ายเงินภายหลัง เว้นแต่ Influencer จะตกลงรับสินค้าแทนค่าจ้างไว้ตั้งแต่แรก
ให้จำไว้ว่า Influencer ยังทั้งเสียเวลาในการถ่ายทำ เขียนสคริปต์ ตัดต่อ ใช้พื้นที่สื่อบนช่องของตัวเอง และมอบคุณค่าทางการตลาดให้แบรนด์ไปแล้ว การปล่อยผ่านเพราะยอดเพียงไม่กี่ร้อยบาทอาจดูไม่คุ้มกับเวลาของคนหนึ่งคน แต่หากผู้ว่าจ้างใช้วิธีเดียวกันกับ Influencer หลายสิบหรือหลายร้อยคน เงินจำนวนเล็กน้อยเหล่านั้นจะกลายเป็นผลประโยชน์จำนวนมากโขของผู้ว่าจ้าง และที่สำคัญคือทำให้เกิดวงจรเดิมๆ ที่คนเดิมสามารถกลับไปใช้วิธีเดิมกับ Influencer คนอื่นได้อีก
ดังนั้น Sixtyscope จึงมองว่าการรักษาสิทธิของตัวเองไม่จำเป็นต้องวัดจากจำนวนเงินอย่างเดียว เพราะการเก็บหลักฐาน แจ้งแบรนด์ แจ้งความเมื่อมีพฤติการณ์ฉ้อโกง หรือรวมข้อมูลกับผู้เสียหายรายอื่น คือการทำให้ต้นทุนของการเบี้ยวค่าตัวจนผู้ว่าจ้างบางรายคิดว่าสามารถทำผิดแบบนี้ซ้ำได้เรื่อย ๆ
3. เข้าใจข้อเท็จจริงและข้อต่อสู้
การเป็นฝ่ายไม่ได้รับเงินไม่ได้แปลว่าเราจะชนะทุกประเด็นโดยไม่ต้องพิสูจน์การทำงานของตัวเอง เมื่อเกิดข้อพิพาท อีกฝ่ายอาจไม่ได้ตอบเพียงว่าไม่มีเงิน แต่สามารถยกเรื่อง Influencer เบี้ยวงาน ส่งงานช้า ยอดผู้ติดตามไม่ตรงข้อมูล ส่งดราฟ(Draft) ไม่ครบ ไม่ลงโพสต์ตามวันที่ตกลง รับสินค้าแล้วไม่ทำงาน หรือนำสถิติที่ไม่ตรงกับความจริงมาเป็นข้อต่อสู้ได้ โดยเฉพาะตลาด Nano Influencer ที่มีผู้รับงานจำนวนมาก แบรนด์บางแห่งอาจกล่าวอ้างว่าถูก Nano Influencer หลอกลวงหรือผลงานไม่เป็นไปตาม KPI
ดังนั้นก่อนดำเนินคดี ผู้เสียหายควรตรวจสอบงานของตนโดย Fact Check ตัวเองให้ละเอียดว่าจำนวนผู้ติดตามตอนรับงานตรงกับที่แจ้งหรือไม่ มีหลักฐานรับบรีฟงาน(Brief) หรือไม่ ส่งดราฟงาน(Draft) ไปวันไหน ใครเป็นคนรับรองให้โพสต์(Approve) แก้ไขครบตามจำนวนครั้งหรือไม่ ลงงานจริงตรงแพลตฟอร์มและระยะเวลาหรือไม่ และถ้าสัญญามี KPI ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นเพียงเป้าหมายของแคมเปญหรือเป็นเงื่อนไขการได้รับค่าจ้าง เพราะสองเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน หลักฐานที่ดีที่สุดไม่ใช่การบอกว่าเราจำได้ว่าทำครบแต่คือ Timeline ที่คนภายนอกเปิดดูแล้วเข้าใจได้ทันทีว่าใครต้องทำอะไรใครทำแล้วและใครยังไม่ทำ
4. ดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย
4.1 เลือกดำเนินคดีอาญาฐานฉ้อโกง
คดีอาญาฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 เหมาะกับกรณีที่มีข้อเท็จจริงรองรับว่าอีกฝ่ายมีพฤติการณ์หลอกลวงเพื่อให้ Influencer ส่งมอบงานหรือประโยชน์มาตั้งแต่ต้น เช่น ใช้ข้อมูลอันเป็นเท็จ แอบอ้างว่าได้รับงานจากแบรนด์ รับงานจาก Influencer หลายคนด้วยรูปแบบคล้ายกัน รับคอนเทนต์ไปใช้แล้วตัดการติดต่อ หรือมีข้อเท็จจริงอื่นที่แสดงถึงเจตนาทุจริต เมื่อเริ่มเห็นพฤติการณ์เหล่านี้ไม่ควรรอทวงเงินไปเรื่อยๆหลายเดือนแต่ควรรวบรวม Timeline และหลักฐานเข้าแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนพิจารณา ทันที เพราะ เรื่องที่ห้ามปล่อยผ่านคือระยะเวลา ความผิดฐานฉ้อโกงทั่วไปเป็นความผิดอันยอมความได้และมาตรา 96 กำหนดให้ผู้เสียหายต้องร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด ดังนั้นการรอให้อีกฝ่ายเลื่อนจ่ายเดือนแล้วเดือนเล่าอาจสร้างปัญหาเรื่องอายุการร้องทุกข์ได้ เมื่อแจ้งความแล้วควรเก็บเลขรับคำร้องทุกข์ ชื่อและช่องทางติดต่อพนักงานสอบสวน รวมถึงสำเนาหลักฐานที่ส่งให้เจ้าหน้าที่ไว้เพื่อติดตามคดีต่อไป
แจ้งความคดีอาญาได้ที่ไหน
Influencer สามารถนำบัตรประชาชนพร้อมชุดหลักฐานไปแจ้งความร้องทุกข์ที่สถานีตำรวจได้ โดยข้ประชาชนสามารถไปติดต่อสถานีตำรวจที่สะดวก และหากสถานีนั้นไม่มีอำนาจสอบสวนก็สามารถมีการส่งเรื่องไปยังสถานีที่มีอำนาจสอบสวนต่อไปได้ หากไม่แน่ใจว่าควรไปสถานีไหน สามารถสอบถามสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่สายด่วน 1599 ได้
แจ้งความคดีออนไลน์ผ่าน Thai Police Online
ถ้าการหลอกเกิดผ่านระบบออนไลน์ เช่น ติดต่อรับงานผ่าน Social Media หรือช่องทางออนไลน์และมีลักษณะเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยี สามารถสอบถามตำรวจไซเบอร์ที่สายด่วน 1441 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือใช้ระบบ Thai Police Online เพื่อกรอกข้อมูลเบื้องต้นและรับ Case ID จากนั้นเจ้าหน้าที่จะวิเคราะห์ข้อมูลและส่งต่อไปยังสถานีตำรวจที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าข้อเท็จจริงเป็นเพียงการค้างชำระตามสัญญาธุรกิจโดยไม่มีลักษณะคดีออนไลน์ชัดเจน การไปพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจโดยตรงจะตรงกว่า
4.2 เลือกดำเนินคดีแพ่ง
สำหรับงานหลักหมื่น หลักแสน หรือยอดรวมมีมูลค่าสูง ขั้นแรกควรส่งหนังสือทวงถามหรือ Notice อย่างเป็นทางการก่อนหนังสือควรระบุคู่สัญญา งานที่ดำเนินการ วันที่ส่งมอบงาน จำนวนเงินที่ค้าง วันครบกำหนดชำระ และวันสุดท้ายที่ต้องการให้อีกฝ่ายชำระให้ชัดเจน หนังสือทวงถามไม่จำเป็นต้องออกโดยทนายความ เจ้าหนี้(ตัว Influencer เอง)สามารถจัดทำและส่งเองได้ แต่ในกรณีที่ยอดเงินสูงหรือคู่กรณีเริ่มปฏิเสธความรับผิด การให้ทนายตรวจหรือเป็นผู้ออกหนังสือให้จะช่วยให้ข้อเรียกร้องมีความรัดกุมขึ้น
หากพ้นกำหนดตามหนังสือทวงถามแล้วยังไม่มีการชำระ Influencer สามารถขอไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องกับศาลยุติธรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการจ้างทนายฟ้องคดีทันที สำนักงานศาลยุติธรรมมีระบบยื่นคำร้องไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องออนไลน์ และรองรับการเข้าสู่ระบบด้วย CIOS หรือ ThaID กระบวนการนี้ไม่มีค่าธรรมเนียมในขั้นตอนการไกล่เกลี่ย หากตกลงกันได้ก็สามารถดำเนินการให้ข้อตกลงมีผลในกระบวนการศาลตามหลักเกณฑ์ได้ แต่หากอีกฝ่ายไม่เข้าร่วม ตกลงกันไม่ได้ หรือมีข้อโต้แย้งที่ต้องให้ศาลวินิจฉัย จึงเข้าสู่การฟ้องคดีแพ่งต่อไป
สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามเรื่องไกล่เกลี่ยก่อนฟ้องโดยตรง สำนักส่งเสริมงานตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรมระบุช่องทางติดต่อที่หมายเลข 095 204 8861 และสามารถสอบถามผ่านระบบของสำนักงานศาลยุติธรรมได้เช่นกัน
ไม่มีงบจ้างทนายปรึกษาที่ไหนได้บ้าง
ค่าทนายไม่ควรเป็นเหตุให้ Influencer ต้องเลิกเรียกร้องสิทธิทันที เพราะประเทศไทยมีช่องทางให้คำปรึกษากฎหมายฟรีและการช่วยเหลือทางคดีหลายแห่ง จุดเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดคือสภาทนายความ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งมีสายด่วนปรึกษากฎหมาย 1167 สำหรับประชาชน โดยสามารถโทรสอบถามข้อกฎหมายและขอคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางดำเนินคดีเบื้องต้นได้ อีกช่องทางหนึ่งคือ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเปิดสายด่วนปรึกษาปัญหากฎหมายหมายเลข 1157 และมีสำนักงานช่วยเหลือทางกฎหมายในพื้นที่ต่าง ๆ สำหรับผู้ที่ยังไม่แน่ใจว่าปัญหาของตนควรเดินทางอาญาหรือแพ่ง การโทรปรึกษาก่อนนำเอกสารไปดำเนินการจริงช่วยให้เห็นแนวทางได้ชัดขึ้น
Influencer ที่อยู่ในกรุงเทพฯ หรือสะดวกติดต่อมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สามารถขอคำปรึกษาจาก ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งให้คำปรึกษากฎหมายแก่ประชาชน และในบางกรณีสามารถให้ความช่วยเหลือทางคดีโดยไม่คิดค่าจ้างทนายภายใต้หลักเกณฑ์ของศูนย์ ปัจจุบันมีสำนักงานที่ท่าพระจันทร์ ศูนย์รังสิต และศูนย์ลำปาง โดยท่าพระจันทร์ติดต่อได้ที่ 02 221 6111 ต่อ 3026 หรือ 3027 และ 081 247 7072 ส่วนศูนย์รังสิตติดต่อ 02 696 5103 หรือ 081 247 7198 เปิดบริการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 09.00 ถึง 17.00 น. ยกเว้นวันหยุดราชการ
สำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี กองทุนยุติธรรมของกระทรวงยุติธรรมสามารถพิจารณาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายเช่นค่าจ้างทนายความค่าธรรมเนียมศาลรวมถึงค่าใช้จ่ายบางประเภทที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี โดยต้องยื่นคำขอและผ่านการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ของกองทุน สามารถยื่นผ่านสำนักงานกองทุนยุติธรรม สำนักงานยุติธรรมจังหวัดทั่วประเทศ หรือยื่นคำขอผ่านระบบออนไลน์ของกองทุนได้ กลุ่มงานช่วยเหลือประชาชนติดต่อได้ที่ 02 141 5455 หรือ 085 485 1480
5. รักษาสภาพจิตใจ

การถูกเบี้ยวค่าจ้างมักกระทบมากกว่าเงิน เพราะ Influencer ลงทุนทั้งเวลา ค่าเดินทาง ค่าอุปกรณ์ ค่าโปรดักชัน และใช้ชื่อเสียงของตัวเองสื่อสารให้แบรนด์ไปก่อน ยิ่งตามเงินหลายสัปดาห์แล้วเจอข้อความเลื่อนจ่ายซ้ำ ความรู้สึกแรกอาจกลายเป็นการตำหนิตัวเองว่าทำไมถึงไว้ใจง่าย แต่การถูกอีกฝ่ายผิดนัดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าผู้เสียหายโง่หรือไม่ฉลาดสิ่งที่ทำได้คือแยกเหตุการณ์ทางธุรกิจออกจากคุณค่าของตัวเองแล้วเปลี่ยนความกังวลให้เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ทีละส่วน เช่น จัดเอกสารให้เรียบร้อย กำหนดเวลาที่จะติดตามเรื่องแทนการเปิดแชทเช็กตลอดวัน ลองคุยกับ Influencer คนอื่นเพื่อดูว่ามีผู้เสียหายเพิ่มเติมหรือไม่ และให้คนที่มีความรู้ทางกฎหมายช่วยตรวจข้อมูลเมื่อเรื่องเริ่มซับซ้อน
การวนอ่านแชทเก่าหรือเฝ้าหน้าออนไลน์ของคู่กรณีทั้งวันไม่ได้ทำให้ได้เงินเร็วขึ้น แต่ทำให้ปัญหากินพื้นที่ชีวิตมากกว่าเดิม เป้าหมายในช่วงนี้จึงไม่ใช่บังคับตัวเองให้ไม่รู้สึกอะไร แต่คือรักษาความสามารถในการตัดสินใจให้ดีพอที่จะดำเนินเรื่องต่อได้อย่างมีระบบ สุดท้ายแล้ว Sixtygram อยากฝากให้คิดไว้ว่า “เครียดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร แต่การนำคนผิดมาลงโทษได้สำเร็จจะทำให้คุณรู้สึกดีขึ้นแน่นอน”
สามารถโพสต์ประจานคนโกงได้ไหม ?
หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่ Influencer มักอยากทำ เมื่อรู้ตัวว่ากำลังโดนโกง คือเราสามารถโพสต์ประจานคนโกงได้ไหม? คำตอบคืออย่ารีบโพสต์ เพราะการเผยแพร่ข้อความที่เข้าลักษณะใส่ความบุคคลอื่นจนมีแนวโน้มทำให้เสียชื่อเสียงอาจเกี่ยวข้องกับความผิดฐานหมิ่นประมาท และถ้าเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านข้อความ ภาพ หรือช่องทางออนไลน์อาจถูกพิจารณาตามมาตรา 328 เรื่องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกินสองปีและปรับไม่เกินสองแสนบาท
อย่างไรก็ตาม กฎหมายไม่ได้หมายความว่าห้ามพูดถึงข้อพิพาททุกกรณี เพราะมาตรา 329 มีข้อยกเว้นสำหรับการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตในบางลักษณะ เช่น เพื่อป้องกันส่วนได้เสียของตนหรือติชมด้วยความเป็นธรรม และมาตรา 330 กำหนดเรื่องการพิสูจน์ความจริงไว้ด้วย ซึ่งเป็นหน้าที่ของแบรนด์ที่จะต้องพิสูจน์ในชั้นศาลว่าตนได้รับความเสียหายมูลค่าเท่าใด ซึ่งมักจะชนะคดีเพราะเกิดการพาทพิงในแง่ของผลกำไรกับชื่อเสียงของธุรกิจ ซึ่งเป็นคนละกรณีกับการที่เบี้ยวหรือไม่ขำระค่าจ้างจริง
ดังนั้น คุณจึงไม่ควรคิดว่าพูดความจริงแล้วไม่มีทางผิดหรือความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ถ้าจุดประสงค์คือเอาเงินคืนการส่งหลักฐานให้แบรนด์คู่สัญญาตำรวจทนายหรือศาลตรงไปตรงมามักสร้างประโยชน์ทางคดีมากกว่าการใช้โซเชียลในการโจมตี ทั้งนี้ หากจำเป็นต้องเผยแพร่เพื่อเตือนผู้อื่นจริง ควรใช้ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ โพสต์แบบไม่ระบุตัวตน หรือ งดการพาทพิงที่อาจทำให้บุคคลอื่นคาดหมายได้ว่าเป็นแบรนด์ใดที่จะได้รับความเสียหายจากการหมิ่นประมาทได้
รู้จักเครดิตเทอมคำอ้างที่เอเจนซี่ใช้?
เครดิตเทอม(Credit Term) คือระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างได้รับสิทธิชำระเงินภายหลังจากวันที่ออก Invoice หรือผ่านขั้นตอนที่กำหนด เช่น 30 วัน 45 วัน 60 วัน หรือมากกว่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ แต่ คำว่า Credit Term ไม่ใช่ใบอนุญาตให้เอเจนซี่เลื่อนการจ่ายค่าตัว Influencer ไปเรื่อยๆโดยไม่มีวันสิ้นสุด และคำอธิบายว่าแบรนด์ยังไม่จ่ายจึงจ่าย Influencer ไม่ได้ก็ไม่ได้ทำให้หนี้ตามสัญญาของเอเจนซี่หายไป เพราะหากคู่สัญญาของ Influencer คือเอเจนซี่และในสัญญาระบุวันชำระไว้ หน้าที่ของ Influencer คือทำงานตามข้อตกลง ส่วนการที่เอเจนซี่จะเก็บเงินจากลูกค้าปลายทางได้เมื่อไรเป็นเรื่องการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน(Working Capital)ของเอเจนซี่ นั้นๆเอง
อย่างไรก็ดี เราเชื่อว่าเอเจนซี่ทุกแห่งมีหน้าที่ต้องสำรองเงินค่าตัว Influencer ก่อนเสมอ จุดที่ Sixtyscope เห็นว่าสำคัญสูงสุดคือ บริษัทมืออาชีพต้องรู้ว่าตัวเองรับภาระทางการเงินอะไรไว้ก่อนเซ็นจ้าง Influencer และไม่ควรโยนความเสี่ยงของบริษัทจากการเก็บเงินลูกค้าของตนกลับไปให้ Influencer หลังจากรับงานไปแล้วโดยไม่มีเงื่อนไขรองรับ หากผู้ประสานงานใช้คำว่าเครดิตเทอมทุกครั้งที่ครบกำหนดจ่าย ให้ย้อนกลับไปถามวันครบกำหนดตามเอกสาร ไม่ใช่ถามเพียงว่าฝ่ายบัญชีสะดวกจ่ายวันไหน และดำเนินการตามกฎหมายได้ทันที
Case Study การโกงค่าตัวอินฟลูเอนเซอร์
กรณีใหญ่ในวงการ Influencer ช่วงเดือนมีนาคม 2568 แสดงให้เห็นว่าการเบี้ยวค่าตัวสามารถลุกลามจากปัญหารายบุคคลไปสู่ความเสียหายจำนวนมากได้ โดย Marketing Oops รายงานว่า Influencer หลายรายรวมตัวเรียกร้องกรณีเอเจนซี่รายหนึ่งค้างค่าจ้าง บางรายรอเงินมานานกว่า 2 ปี และมีการประเมินความเสียหายรวมมากกว่า 20 ล้านบาท ขณะที่อีกกรณีในเดือนเดียวกันมีผู้เสียหายมากกว่า 50 คนรวมตัวเข้าแจ้งความ หลังทำงานเสร็จแต่ไม่ได้รับค่าจ้างหรือได้รับเพียงบางส่วน โดยเมื่อมีผู้เสียหายหลายรายเจอรูปแบบเดียวกัน Timeline ที่นำมาเทียบกันอาจทำให้เห็นพฤติการณ์ที่ชัดขึ้น
ในทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2556 เป็นตัวอย่างสำคัญของการหลอกคนหลายคนให้ทำงานโดยมีเจตนาไม่จ่ายค่าจ้างตั้งแต่ต้น คดีนี้มีผู้เสียหาย 11 คนถูกหลอกให้เข้าทำงานสร้างภาพยนตร์ ศาลพิจารณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 344 และวินิจฉัยว่า แม้งานยังไม่เสร็จทั้งหมด แต่เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อและเริ่มทำงานแล้วก็สามารถเข้าองค์ประกอบความผิดได้ หลักนี้จึงน่าสนใจกับกรณีที่ Influencer หลายคนถูกจ้างจากผู้ว่าจ้างรายเดียวกันและมีรูปแบบการไม่จ่ายค่าตัวคล้ายกัน
อย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1953/2506 วางเส้นแบ่งไว้ว่าต้องดูเจตนาของผู้ว่าจ้างตั้งแต่วันที่ตกลงจ้าง หากตอนรับงานยังตั้งใจจะจ่าย แต่ภายหลังเกิดปัญหาสภาพคล่องจนจ่ายไม่ได้ อาจเป็นเพียงการผิดสัญญาทางแพ่ง ไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 344 ดังนั้นการค้างค่าตัวนานหรือค้างหลายคนยังไม่เพียงพอ ต้องย้อนดูด้วยว่าขณะที่รับ Influencer ชุดใหม่ ผู้ว่าจ้างรู้อยู่แล้วหรือไม่ว่ามีปัญหาการเงินหรือไม่มีเจตนาจะจ่าย
ส่วน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3303/2531 ช่วยเตือนว่าเอาผิดทางอาญากับการเอาค่าตัวคืนไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ศาลวางหลักว่าค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับในคดีมาตรา 344 เป็นสิทธิที่ผู้เสียหายต้องเรียกร้องทางแพ่ง ไม่ใช่เงินที่พนักงานอัยการจะขอคืนให้โดยอัตโนมัติ Influencer จึงควรคิดสองทางพร้อมกัน คือจะดำเนินการกับพฤติการณ์ที่อาจเป็นความผิดอาญาอย่างไร และจะเรียกค่าตัวของตนกลับคืนมาทางแพ่งอย่างไร
ไม่อยากโดนโกงอีกเลือกรับงานกับ Sixtyscope
แนวคิดของ Sixtyscope แพลตฟอร์มอินฟลูเอนเซอร์ คือทำให้งานรีวิวมีร่องรอยของคู่สัญญา แคมเปญ และขั้นตอนการจ่ายเงินอยู่ในระบบมากกว่าการรับงานผ่านแชทจากบุคคลที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ปัจจุบันหน้าแพลตฟอร์มระบุว่า Influencer ในระบบได้รับการยืนยันตัวตน ขณะที่ฝั่งแบรนด์ต้องผ่านการยืนยันตัวตนเบื้องต้นก่อนโพสต์งาน และข้อกำหนดฝั่งแบรนด์กำหนดให้กรอกข้อมูลบริษัท เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ผู้ติดต่อ และสามารถขอหนังสือรับรองบริษัทเพื่อใช้ยืนยันตัวตนได้ นอกจากนี้ระบบยังมีขั้นตอนเกี่ยวกับการสร้างแคมเปญ Brief การอนุมัติ Influencer การตรวจ Draft การบันทึกการจ่ายเงิน และกำหนดว่าการชำระค่าตอบแทน Influencer ดำเนินการตามกระบวนการของผู้ให้บริการระบบ โดยแบรนด์ไม่ควรชักชวน Influencer ให้ออกไปหลีกเลี่ยงระบบการบันทึกงานหรือการจ่ายเงินโดยไม่ได้รับอนุมัติ
สิ่งเหล่านี้ช่วยลดพื้นที่สีเทาที่มักเกิดในงานซึ่งดีลกันผ่านแชทอย่างเดียวเพราะเมื่อมีปัญหาจะสามารถย้อนกลับไปดูได้ว่าใครเป็นแบรนด์งานอะไร Brief อะไรใครได้รับอนุมัติและสถานะการจ่ายอยู่ตรงไหน อย่างไรก็ตาม จากข้อกำหนดสาธารณะที่ตรวจสอบได้ในปัจจุบัน Sixtyscope ยังไม่ควรสื่อสารแบบรับประกันว่าไม่มีทางเกิดการค้างชำระเด็ดขาดหรือเป็นระบบ Escrow เต็มรูปแบบ หากระบบภายในมีเงื่อนไขให้แบรนด์วางเงินครบก่อน Influencer เริ่มงานจริง ควรเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวลงในข้อกำหนดสาธารณะให้ชัด เพราะนั่นจะทำให้คำว่าแบรนด์โกงค่าตัวไม่ได้มีหลักฐานเชิงระบบรองรับมากกว่าการใช้เป็นเพียงข้อความทางการตลาด
สรุปข้อคิดเห็นจาก Sixtyscope
การโดนโกงค่าตัวอินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรจบด้วยคำแนะนำเพียงว่าให้เช็กเครดิตก่อนรับงาน เพราะเอเจนซี่ที่มีชื่อเสียง บริษัทที่มีสำนักงาน และแคมเปญจากแบรนด์ใหญ่ก็สามารถเกิดปัญหาสภาพคล่องหรือผิดนัดได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ป้องกัน Influencer ได้จริงกว่าคือการมีความรู้ทางกฎหมายทำให้งานทุกชิ้นมีตัวตนทางเอกสารตั้งแต่ก่อนเริ่มมีคู่สัญญาที่ตรวจสอบได้มีวันจ่ายเงินที่ชัดมีหลักฐานว่าใครอนุมัติงานและมีระบบที่ไม่ปล่อยให้คนกลางสามารถรับประโยชน์จากงานแล้วหายออกจากกระบวนการได้ง่ายๆ หากเริ่มเกิดปัญหา อย่ารีบเปลี่ยนข้อพิพาททางธุรกิจให้กลายเป็นสงครามบน Social Media แต่ให้สร้าง Timeline รวบรวมสัญญา ตรวจว่าตัวเองทำงานครบหรือไม่ ติดต่อแบรนด์หรือคู่สัญญาโดยตรง ส่งหนังสือทวงถาม และเลือกใช้การไกล่เกลี่ย คดีแพ่ง หรือคดีอาญาตามข้อเท็จจริง การทวงเงินอย่างมืออาชีพอาจดูไม่สะใจเท่าการโพสต์แฉ แต่ในวันที่ต้องพิสูจน์ว่าใครเป็นหนี้ใครและจำนวนเท่าไร หลักฐานที่เรียบร้อยมีค่ากว่าคอมเมนต์นับพันเสมอ ฝากไว้ให้คิด










