
การหา Influencer เพื่อรีวิวสินค้าไม่ได้ยากเพราะไม่มีคนให้เลือก แต่ยากเพราะมีคนให้เลือกมากจนแบรนด์ไม่รู้ว่าใครเหมาะจริง ประเทศไทยมี Influencer จำนวนมหาศาล อ้างอิงโดยข้อมูลที่เผยแพร่ผ่าน Thai PBS ระบุว่าปี 2568 มีการประเมิน จำนวน Influencer ในประเทศไว้ประมาณ 9 ล้านคน ซึ่งหากดูจากจำนวนในปัจจุบันแล้ว เราได้เลือกกันตาแตกพอดี
ดังนั้น ในวันนี้ Sixtyscope จึงทำคู่มือนี้ขึ้นมาเพื่อรวบรวมวิธีหา Influencer ตั้งแต่ช่องทางฟรีๆอย่าง Facebook, LINE OpenChat และ Social Media อื่นๆ ไปจนถึง Influencer Platform, Agency และ TikTok Affiliate พร้อมอธิบายว่า หลังหาเจอแล้วต้องคัดและดีลอย่างไรไม่ให้แบรนด์เสียเงินกับคนผิดกลุ่ม เพราะการหา Influencer ที่ดีไม่ได้จบตอนเจอคนยอดฟอลสูง แต่จบเมื่อเราเจอคนที่ Audience ตรงกับลูกค้า ทำงานได้จริง และสามารถสร้างผลลัพธ์ตาม KPI ที่แบรนด์ต้องการได้นั่นเอง
Influencer คือ?
Influencer หรือ อินฟลูเอนเซอร์ หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า อินฟลู คือ บุคคลที่สามารถสร้างอิทธิพลต่อความคิดเห็น ความสนใจ หรือการตัดสินใจซื้อของกลุ่มผู้ติดตามผ่านคอนเทนต์บน Social Media โดยอาจอยู่บน TikTok, Instagram, Facebook, YouTube, Lemon8 หรือแพลตฟอร์มอื่น สิ่งสำคัญคือ Influencer ไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะมีผู้ติดตามเยอะ แต่เพราะมีคนกลุ่มหนึ่งติดตามและให้ความสนใจกับเรื่องที่เขาพูดเป็นประจำ
ดังนั้น Influencer แต่ละสาย ตั้งแต่ Beauty, Food, Parenting, Technology, Travel หรือ Finance จึงมี Audience และพลังในการโน้มน้าวต่างกัน เช่น แบรนด์ที่ขายสกินแคร์จึงไม่ควรเริ่มจากการหาคนดังที่สุด แต่ควรเริ่มจากการหาคนที่กลุ่มผู้ชมมีปัญหาและความสนใจตรงกับสินค้ามากที่สุดนั่นเอง
เข้าใจระดับของ Influencer Tier
อย่างไรก็ดี ก่อนเริ่มหา Influencer แบรนด์ควรเข้าใจก่อนว่า อินฟลูเอนเซอร์ หรือ ครีเอเตอร์(Creator) แต่ละระดับมี Reach, Engagement, ค่าตัว และรูปแบบการใช้งานต่างกัน Influencer Tier จึงช่วยให้แบรนด์กำหนดงบและจำนวนคนที่ต้องการได้ง่ายขึ้นโดยทั่วไปมักแบ่งตามจำนวนผู้ติดตามแบบคร่าวๆดังนี้
Nano Influencer ประมาณ 1,000 ถึง 10,000 Followers เหมาะกับรีวิวที่ต้องการความเป็นธรรมชาติ เข้าถึง Community ขนาดเล็ก และใช้หลายคน
Micro Influencer ประมาณ 10,000 ถึง 100,000 Followers เหมาะกับ Campaign ที่ต้องการทั้ง Awareness และ Conversion
Mid Tier Influencer ประมาณ 100,000 ถึง 500,000 Followers มีฐานผู้ชมมากขึ้น เหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการขยาย Reach โดยยังเลือก Niche ได้
Macro Influencer ประมาณ 500,000 ถึง 1 ล้าน Followers เหมาะกับ Campaign ใหญ่ที่ต้องการสร้าง Awareness ในวงกว้าง เปิดตัวสินค้าเพื่อสร้างกระแส
Mega Influencer มากกว่า 1 ล้าน Followers มักเป็นอินฟลูเอนเซอร์ระดับประเทศ เหมาะกับ Campaign ที่ต้องการ Awareness และการจดจำแบรนด์สูงสุด
Note: อย่างไรก็ตามจำนวน Followers ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงอย่างเดียว เพราะ Nano Influencer ที่มีผู้ติดตามตรงกับลูกค้าอาจสร้างยอดขายได้ดีกว่า Macro Influencer ที่มีผู้ชมจำนวนมากแต่ไม่เกี่ยวข้องกับสินค้า ดังนั้นหลังเลือกระดับ Influencer แล้ว ยังต้องดู Audience Fit, Average Views, Engagement และ Content Fit ประกอบเสมอ
10 วิธีหา Influencer
วิธีที่เหมาะขึ้นอยู่กับจำนวนคนที่ต้องการ งบประมาณ ระยะเวลาของแคมเปญ และความละเอียดในการคัดเลือก หากต้องการ Nano Influencer หลายร้อยคน การไล่ทักทีละ Account อาจไม่มีประสิทธิภาพ แต่ถ้าต้องการ Creator เฉพาะทางเพียง 5 คน การค้นหาเองจาก Social Media อาจแม่นกว่าการเปิดรับสมัครจำนวนมาก ดังนั้น 10 วิธี ตามช่องทางต่อไปนี้ ให้คุณได้ไปปรับใช้กันครับ
1. โพสต์ตามกลุ่มหางานใน Facebook Group

Facebook Group ยังคงเป็นหนึ่งในวิธีหา Influencer ที่เริ่มต้นง่ายที่สุดในประเทศไทย เพราะมีกลุ่มสำหรับงานรีวิว KOL, KOC, Influencer และ Creator จำนวนมาก จุดเด่นคือโพสต์ครั้งเดียวสามารถได้รับ Profile สมัครเข้ามาจำนวนมากแต่ข้อเสียคือแบรนด์ต้องเข้ามาตรวจสอบคอมเมนต์ของอินฟลูเอนเซอร์ทุกคนเอง ดังนั้นโพสต์ไม่ควรเขียนเพียงว่าหา Influencer รีวิวสินค้า แต่ควรระบุประเภทสินค้า Platform จำนวน Follower ที่ต้องการ กลุ่ม Audience รูปแบบงาน Deliverables Budget หรือช่วงราคา Deadline และพื้นที่หากเป็นงานที่ต้องเดินทาง เพื่อกรองผู้สมัครตั้งแต่ต้น ตัวอย่างเช่น แบรนด์สกินแคร์กำลังหา TikTok Influencer สาย Beauty หรือ Skincare จำนวน 20 คน ผู้ติดตาม 5,000 ถึง 100,000 คน Audience ผู้หญิงเป็นหลัก งาน 1 คลิป ความยาวประมาณ 45 ถึง 60 วินาที มีค่าจ้างและสินค้าให้ทดลอง สนใจฝาก Link ช่องและ Rate Card เพื่อให้ทีมคัดเลือก
ช่องทางติดต่อ:
– กลุ่ม Influencer (อินฟลูเอนเซอร์) ป้ายแดง
– กลุ่ม Influencer TH กลุ่มรีวิวประเทศไทย
– Influencer Thailand ศูนย์รวมครีเอเตอร์ อินฟลูเอนเซอร์
– กลุ่ม KOL & INFLUENCER TH อินฟลูเอนเซอร์
– กลุ่ม KOL Influencer – โปรโมทโปรไฟล์
– กลุ่ม KOL – หางานรีวิว influencer ทุกประเภทหาคนรีวิว
– กลุ่ม KOL Thailand – รวมงานรีวิวรวม influencer หางานรีวิวหา influencer
– กลุ่ม KOL Influencer Thailand | ศูนย์รวมครีเอเตอร์งานรีวิวโปรโมทครบวงจร
– กลุ่ม Influencer อินฟลูเอนเซอร์หางานจ้างงาน
– กลุ่ม หา Influencer Creator KOL นักรีวิว ทำการตลาด โฆษณา มี Budget
หรือ ให้ค้นหาใน Facebook ด้วยคำอย่าง งานรีวิว Influencer, หา KOL, หา KOC, หางานรีวิว, Influencer Thailand หรือ KOL Thailand แล้วเลือกเข้ากลุ่มที่มี Activity สม่ำเสมอ ก่อนโพสต์ควรอ่านกฎของกลุ่มและตรวจสอบ Profile ของผู้สมัครทุกครั้ง เพราะการอยู่ใน Facebook Group ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นได้รับการ Verify หรือรับประกันการทำงานจากผู้ดูแลกลุ่ม
2. หาด้วย Social Media ของแบรนด์เอง


อีกวิธีที่ง่ายมากแต่หลายแบรนด์มองข้ามคือใช้ช่อง Social Media ของตัวเองประกาศรับ Creator ข้อได้เปรียบคือคนที่เห็นประกาศจำนวนหนึ่งรู้จักหรือติดตามแบรนด์อยู่แล้ว ทำให้มีโอกาสได้ Influencer ที่เข้าใจสินค้ามากกว่าการสุ่มหาจากฐานข้อมูล แบรนด์สามารถทำ Feed Post, TikTok, Reel, Story หรือโพสต์ประกาศเปิดรับ Creator พร้อมทำ Google Form ให้สมัคร นอกจากนั้นยังสามารถค้นหา Influencer เองจาก Hashtag, Keyword, Location และ Suggested Account แล้วเข้าไปดูผลงานย้อนหลัง หากพบคนเหมาะก็สามารถ Direct Outreach ได้ทันที
ช่องทางติดต่อ ใช้ Instagram DM, TikTok DM, Facebook Inbox หรือ Email ที่ Creator ระบุไว้ใน Bio โดยตรง หากบัญชีมี Manager หรือ Agency ดูแลควรติดต่อช่องทาง Business Contact ที่ระบุไว้ก่อน และควรบอกชื่อแบรนด์ สินค้า Scope งาน และ Budget คร่าว ๆ ตั้งแต่ข้อความแรก เพื่อให้ Creator ตัดสินใจได้ว่าอยากคุยต่อหรือไม่
3. ขอเข้าร่วม LINE OpenChat ของ Influencer

LINE OpenChat เป็นอีกแหล่งที่วงการ Influencer ไทยใช้งานจริง เพราะมีทั้งกลุ่มประกาศงาน กลุ่ม Agency และกลุ่ม Creator เฉพาะสาย ข้อดีคือกระจายงานได้เร็วและสามารถเข้าถึง Nano หรือ Micro Influencer จำนวนมาก แต่ต้องระวังเรื่องการตรวจตัวตนและผู้แอบอ้างเช่นเดียวกับ Facebook Group จากการค้นหาใน LINE OpenChat ปัจจุบันพบกลุ่มที่เกี่ยวข้อง เช่น KOL Board TH, KOL & INFLUENCERS TH, Social Influencer TH หางานรีวิว และกลุ่มงานรีวิวสำหรับ Influencer กับ KOL หลายกลุ่ม ซึ่งจำนวนสมาชิกและ Activity เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
ช่องทางติดต่อ สามารถค้นหาผ่านหน้า LINE OpenChat ด้วยคำว่า Influencer, KOL, งานรีวิว หรือหา Influencer แล้วขอเข้าร่วมตามกติกาของแต่ละกลุ่ม เช่น
– Social Influencer TH หางานรีวิว บอร์ดงาน หาอินฟลู
– SEEK INFLUENCER | บอร์ดงาน KOL อินฟลู รวมงานรีวิว
– Influencer by mabo | กลุ่มบรอดงานรีวิวสินค้า
– หางานเป็น Influencer!!
ทั้งนี้ หากเป็นกลุ่มปิดที่บริหารโดย Creator หรือ Agency อาจต้องทัก Admin หรือ Influencer ที่อยู่ในวงการเพื่อขอ Invite ก่อน แบรนด์ไม่ควรส่งข้อความซ้ำหลายกลุ่มแบบ Spam แต่ควรใช้ Brief เดียวกันและระบุข้อมูลบริษัทให้ตรวจสอบได้
4. หาด้วย Influencer Agency

ถ้าแบรนด์ไม่มีทีมมานั่งค้นหา คุย Rate Card ตาม Draft และประสาน Creator หลายสิบคน การใช้ Influencer Agency สามารถลดภาระได้มาก Agency ไม่ได้ขายเพียงรายชื่อ Influencer แต่ขายเวลาของทีมที่ช่วยคัดเลือก เจรจา Brief ติดตามงาน และแก้ปัญหาหลังบ้านแทนแบรนด์ วิธีนี้จึงเหมาะกับแคมเปญที่มี Influencer จำนวนมาก งานต้องออกพร้อมกัน หรือแบรนด์ต้องการคนช่วยคิด Strategy แต่ต้นทุนจะสูงกว่าการติดต่อ Creator โดยตรง เพราะมีค่าบริหารจัดการและค่าบริการของ Agency เพิ่มเข้ามา
ช่องทางติดต่อ เลือก Influencer Agency ที่เปิดเผยผลงาน ตัวอย่าง Campaign และขอบเขตบริการให้ชัด แล้วส่ง Brief เพื่อขอ Proposal และ Quotation ก่อนตัดสินใจ หากต้องการเปรียบเทียบผู้ให้บริการ Sixtyscope แนะนำเลือกดูตาม 10 อันดับบริษัท Influencer Agency ในไทยเพิ่มเติม และขอรายชื่อ Creator เบื้องต้นก่อนเซ็นสัญญา เพื่อดูว่ารายชื่อที่ Agency เสนอสัมพันธ์กับสินค้าและ Audience จริงหรือไม่
5. ใช้ TikTok Shop Affiliate Center

สำหรับสินค้าที่ขายผ่าน TikTok Shop Affiliate Center คือหนึ่งในช่องทางหา Creator ที่ตรงกับเป้าหมายยอดขายมากที่สุด เพราะสามารถเชื่อมสินค้า ค่าคอมมิชชัน และ Creator ไว้ในระบบเดียวกัน TikTok Shop แบ่งรูปแบบ Collaboration หลักเป็น Open Collaboration สำหรับเปิดสินค้าให้ Creator เข้ามาเลือกโปรโมต และ Target Collaboration สำหรับ Seller ที่ต้องการเชิญ Creator ที่เลือกไว้โดยตรง ทำให้แบรนด์สามารถใช้ Affiliate เป็นทั้งช่องทางหา Influencer และช่องทางวัด Conversion ได้ในเวลาเดียวกัน
ช่องทางติดต่อ เข้า TikTok Shop Seller Center แล้วไปยัง Affiliate หรือ Collaboration เพื่อค้นหา Creator และสร้าง Open Collaboration หรือ Target Collaboration ตามเป้าหมาย ปัจจุบัน TikTok Shop Thailand มีเอกสารสอนตั้งแต่ขั้นค้นหา Creator การส่ง Sample การติดตาม Progress และการวิเคราะห์ผล Campaign สำหรับ Seller โดยตรง
6. หา Influencer ผ่าน Sixtyscope

Sixtyscope ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาที่แบรนด์ต้องเปิด Social Media ทีละบัญชีแล้วจดข้อมูลลง Spreadsheet เอง แบรนด์สามารถค้นหา Influencer ไทยจาก Platform, จังหวัด, Category, Followers, Engagement Rate และ Average Views แล้ว Save Profile ที่สนใจไว้เปรียบเทียบต่อได้ ปัจจุบันระบบรองรับการค้นหาจาก TikTok, Instagram, Lemon8 และ Facebook บางประเภท พร้อมแสดงข้อมูลพื้นฐานและสถานะการยืนยันตัวตนของ Creator ที่อยู่ในระบบ ทำให้เหมาะทั้งกับ SME ที่ต้องการเริ่มหาเองและทีม Marketing ที่ต้องสร้าง Shortlist จำนวนมาก
ช่องทางติดต่อ แบรนด์สามารถเข้า Influencer List ของ Sixtyscope แล้วเริ่ม Filter รายชื่อได้ทันที จากนั้น Save Influencer ที่สนใจหรือเข้าสู่ระบบเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติม ปัจจุบันหน้า Public Discovery เปิดให้ทดลองค้นหา Creator ได้ก่อนโดยไม่ต้องเริ่มจากการซื้อบริการ Agency เต็มรูปแบบ
7. หาจากแคมเปญของแบรนด์อื่นที่สำเร็จ

วิธีนี้เป็นเทคนิคที่ทีม Influencer Marketing ใช้จริงและช่วยลดเวลา Research ได้มาก ถ้าแบรนด์อื่นที่ขายสินค้าใกล้เคียงกันเคยใช้ Creator แล้วคอนเทนต์ได้ Engagement ดี คนกลุ่มนั้นควรถูกนำมาเป็น Candidate ของเราเช่นกัน เช่น แบรนด์ Sunscreen สามารถดู Campaign ของ Skincare, Makeup หรือ Outdoor Brand ที่มี Target อายุใกล้กัน แล้วค้นจาก Campaign Hashtag, Tagged Post, Mention และหน้า Creator ที่ร่วมแคมเปญ จากนั้นดูต่อว่ามี Lookalike Creator คนไหนอยู่ใน Community เดียวกัน วิธีนี้ไม่ใช่การ Copy Campaign แต่เป็นการใช้ข้อมูลตลาดเพื่อดูว่าผู้บริโภคใน Category นี้กำลังฟังใครอยู่
ช่องทางติดต่อ เริ่มจากค้นชื่อคู่แข่งหรือชื่อ Campaign ร่วมกับคำว่า Review บน TikTok, Instagram, YouTube และ Google หรือดู Hashtag ที่แบรนด์คู่แข่งสร้างขึ้น เช่น TAG รีวิวเครื่องดื่มชูกำลัง จากนั้นเปิด Profile ของ Creator ที่ทำผลงานดีแล้วติดต่อผ่าน DM หรือ Business Email ใน Bio ควรตรวจสอบก่อนว่ามี Exclusivity กับคู่แข่งหรือไม่ เพราะ Influencer บางคนมีสัญญาห้ามรับสินค้าใน Category เดียวกันช่วงระยะเวลาหนึ่ง
8. ใช้ Influencer Platform ที่ทดลองหรือใช้งานฟรี

หากต้องการค้นหาหลายร้อย Profile โดยไม่ไล่เปิด Social Media เอง Influencer Discovery Platform ช่วยประหยัดเวลาได้มาก แต่คำว่าใช้งานฟรีต้องดูรายละเอียด เพราะบางรายเป็น Free Trial ไม่ใช่ Free Plan ถาวร ตัวอย่างเช่น Modash มี Trial 14 วันโดยไม่ต้องใส่บัตรเครดิตและให้ทดลองค้นหา วิเคราะห์ Profile และ Track Creator ภายใต้ Usage Limit ขณะที่ InsightIQ มีปุ่ม Try for Free และฐานข้อมูล Creator มากกว่า 400 ล้าน Profile ส่วน SHOUT! ในไทยระบุว่าระบบไม่มีค่าธรรมเนียมการใช้ Platform และคิดจากงบ Influencer ขณะที่ Sixtyscope มี Creator List ให้ทดลองค้นหาได้โดยตรง
ช่องทางติดต่อ สามารถเริ่มได้จากหน้า Try for Free ของ Modash หรือ InsightIQ, หน้า Creator List ของ Sixtyscope และหน้า Campaign ของ SHOUT! โดยตรง หากแบรนด์กำลังทดลองตลาด อย่าเพิ่งซื้อแพ็กเกจรายปีตั้งแต่วันแรก ให้สร้าง Criteria ที่ต้องการก่อน เช่น Thai TikTok Creator, Beauty, 10K ถึง 100K Followers, ER มากกว่า 3% แล้วทดลองว่าระบบให้ Candidate ที่ใช้งานได้จริงมากน้อยแค่ไหนก่อน
9. หาจากลูกค้าและผู้ติดตามของแบรนด์เอง



หนึ่งในแหล่ง Influencer ที่มีคุณภาพที่สุดอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด นั่นคือลูกค้าที่ซื้อสินค้าและผู้ติดตามของแบรนด์อยู่แล้ว Creator ที่รู้จักหรือใช้สินค้าจริงมีต้นทุนด้านความน่าเชื่อถือต่ำกว่า เพราะไม่ต้องเริ่มต้นคอนเทนต์จากศูนย์ว่าแบรนด์คือใครแบรนด์สามารถดู Followers, Tagged Photos, Mention, Review, User Generated Content และลูกค้าที่เคยโพสต์สินค้าเอง แล้วตรวจว่าคนเหล่านั้นมี Audience ที่น่าสนใจหรือไม่ วิธีนี้เหมาะมากกับ Beauty, Fashion, Food, Fitness และ DTC Brand เพราะสามารถเปลี่ยนลูกค้าที่รักแบรนด์อยู่แล้วให้กลายเป็น Brand Advocate ระยะยาว
ช่องทางติดต่อ เริ่มจาก Social Notification ของแบรนด์และบัญชีที่ Tag หรือ Mention สินค้า แล้วติดต่อผ่าน DM อย่างสุภาพ หากใช้ข้อมูลจาก CRM ควรใช้เฉพาะข้อมูลที่มีฐานการใช้งานและการติดต่อที่เหมาะสม ไม่ควรนำ Email หรือข้อมูลลูกค้าไปจับคู่กับ Social Profile แบบที่ผู้ใช้งานไม่ได้คาดหมายโดยไม่มีเหตุผลรองรับ วิธีที่ง่ายกว่าคือเปิดหน้า Creator Application หรือ Partner With Us แล้วให้ลูกค้าที่สนใจสมัครเข้ามาเอง
10. ใช้ Social Listening หา Influencer ที่พูดถึงสินค้าจริง

วิธีสุดท้ายเหมาะกับแบรนด์ที่ต้องการค้นหา Influencer จากพฤติกรรมจริงมากกว่าจาก Profile Social Listening ช่วยตอบคำถามว่าใครกำลังพูดถึง Category ของเรา และใครได้รับ Engagement จากบทสนทนานั้นจริง เช่น แทนที่จะค้นหา Beauty Influencer กว้าง ๆ แบรนด์ Acne Care สามารถ Monitor คำเกี่ยวกับสิว ผิวมัน รอยสิว หรือส่วนผสมที่เกี่ยวข้อง แล้วดูว่าบัญชีใดสร้างบทสนทนาในหัวข้อเหล่านี้ต่อเนื่อง วิธีนี้สามารถเจอ Micro Creator หรือผู้เชี่ยวชาญที่ระบบค้นหาจากยอด Follower อาจมองข้าม
ช่องทางติดต่อ สามารถใช้ Social Listening Tool ที่รองรับตลาดไทย หรือเริ่มแบบต้นทุนต่ำด้วย Google Search, TikTok Search, X Search และ Hashtag Monitoring ก่อน เมื่อพบ Creator ที่พูดถึง Topic เดิมอย่างสม่ำเสมอ ให้เปิด Content ย้อนหลัง ตรวจ Audience และติดต่อผ่านช่องทาง Business Contact ของ Creator โดยตรง วิธีนี้ใช้เวลามากกว่า Marketplace แต่ได้ Candidate ที่มี Context กับสินค้าแข็งแรงกว่า
ตัวอย่างข้อความทักหา Influencer
ข้อความแรกไม่ควรยาวเป็นสัญญาหนึ่งหน้า แต่ต้องมีข้อมูลมากพอให้อีกฝ่ายรู้ว่าเป็นงานจริง สิ่งที่ควรบอกตั้งแต่แรกคือชื่อแบรนด์ เหตุผลที่เลือก Creator งานที่ต้องการ Platform Timeline และงบประมาณหรือขอ Rate Card อย่างชัดเจน การทักเพียงว่าสนใจรับรีวิวไหมคะ แล้วรอถามรายละเอียดทีละข้อทำให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
ตัวอย่างข้อความที่สามารถนำไปปรับใช้ได้คือ
สวัสดีค่ะคุณ [ชื่อ] ทีมจากแบรนด์ [ชื่อแบรนด์] ค่ะ ทางทีมเห็นคอนเทนต์เกี่ยวกับ [หัวข้อหรือชื่อคลิป] และคิดว่าสไตล์ของช่องเหมาะกับกลุ่มลูกค้าของเรา จึงอยากสอบถามความสนใจร่วม Campaign รีวิว [สินค้า] บน TikTok จำนวน 1 คลิป ช่วงโพสต์ประมาณ [วันที่] โดยมี Budget สำหรับงานนี้ค่ะ หากสนใจรบกวนส่ง Rate Card พร้อม Average Views หรือ Insight เบื้องต้นให้ทีมพิจารณาได้เลยนะคะ หากตกลงร่วมงาน ทางทีมจะส่ง Brief, Deliverables, Timeline, จำนวน Draft ที่แก้ไขได้ และเงื่อนไขการชำระเงินให้ยืนยันก่อนเริ่มงานค่ะ
หลักการใช้ Influencer เพื่อทำการตลาด
ก่อนเริ่มหา Influencer แบรนด์ต้องตอบให้ได้ก่อนว่าใช้เพื่ออะไร เพราะ Influencer ที่เหมาะกับ Awareness อาจไม่ใช่ Influencer ที่เหมาะกับ Conversion หากต้องการให้สินค้าใหม่เป็นที่รู้จักอาจเลือก Creator ที่มี Reach และ Average Views สูง แต่ถ้าต้องการยอดขายควรดูความสัมพันธ์ระหว่างคอนเทนต์กับสินค้า ความน่าเชื่อถือของผู้ติดตาม ประวัติการรีวิว และความสามารถในการพาคนไปทำ Action เช่น คลิกลิงก์ ใช้ Code หรือซื้อผ่านตะกร้า ขณะเดียวกันต้องตกลง Deliverables ให้ชัดตั้งแต่จำนวนคลิป วันที่ส่ง Draft จำนวนครั้งที่แก้ได้ วันโพสต์ ระยะเวลาที่ห้ามลบโพสต์ สิทธิการนำคอนเทนต์ไปยิง Ads และเงื่อนไขการชำระเงิน เพื่อไม่ให้ปัญหาเกิดหลังจาก Creator เริ่มผลิตงานแล้ว
ข้อมูลจาก Sprout Social ปี 2026 ยิ่งสนับสนุนแนวคิดนี้ เพราะจากการสำรวจผู้บริโภคในสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย พบว่ามีเพียง 17% ที่ดูจำนวนผู้ติดตามของ Creator ก่อนตัดสินใจ Engage ขณะที่ความเกี่ยวข้องของเนื้อหาและ Content Style มีความสำคัญมากขึ้น ยอด Follower จึงควรเป็นเพียง Filter แรกไม่ใช่เหตุผลสุดท้ายในการจ้าง
ข้อดีและข้อเสียของการหา Influencer เพื่อรีวิว
การหา Influencer เองให้ผลลัพธ์ดีมากเมื่อแบรนด์มี Criteria และคนรับผิดชอบชัดเจน แต่ก็มีต้นทุนที่มองไม่เห็นคือเวลาในการค้นหา ตรวจข้อมูล เจรจา และติดตามงาน ดังนั้นก่อนตัดสินใจว่าจะทำเองหรือใช้ Platform หรือ Agency ควรมองทั้งสองด้าน
ข้อดีเมื่อหา Influencer เพื่อรีวิว
1. เลือกคนได้ตรงกับแบรนด์มากขึ้น
การหาเองทำให้ทีมได้ดูคอนเทนต์จริงก่อนตัดสินใจ จึงเห็นทั้งภาษา บุคลิก วิธีเล่าเรื่อง Audience และสินค้าเก่าที่ Influencer เคยรับ ไม่ต้องตัดสินจากรายชื่อที่คนอื่นคัดมาให้เพียงอย่างเดียว
2. คุมงบประมาณได้ง่าย
การ Direct Deal สามารถลดค่าบริหารจัดการของคนกลางในบางกรณี และเปิดโอกาสให้แบรนด์เจรจารูปแบบงานได้ตรงงบ เช่น Bundle หลายคลิป หรือผสมค่าจ้างกับ Affiliate Commission โดยต้องตกลงให้ Creator ยอมรับก่อนเริ่มงาน
3. สร้าง Creator Pool ของตัวเองได้
ทุก Campaign ทำให้แบรนด์มีข้อมูลเพิ่มว่าใครทำงานดี ส่งตรงเวลา และสร้างผลลัพธ์ได้ เมื่อทำต่อเนื่องแบรนด์ไม่จำเป็นต้องเริ่มหา Influencer ใหม่จากศูนย์ทุกครั้ง แต่สามารถดึง Top Performer กลับมาร่วมงานซ้ำได้
4. เจอ Creator ใหม่ก่อนคู่แข่ง
การค้นหาเองจาก Social Media และ Community เปิดโอกาสให้เจอ Nano หรือ Micro Creator ที่กำลังโตแต่ยังไม่มี Agency ดูแล ทำให้มีโอกาสสร้าง Relationship ก่อน Rate Card สูงขึ้นตามชื่อเสียง
5. ได้คอนเทนต์ที่เข้าใจผู้บริโภคจริง
เมื่อเลือก Influencer จากความเกี่ยวข้องของ Content และ Audience มากกว่ายอด Follower คอนเทนต์มักกลมกลืนกับช่องและอธิบายสินค้าในภาษาที่ผู้ติดตามเข้าใจได้ง่ายกว่าโฆษณาที่แบรนด์พูดเอง
ข้อเสียเมื่อหา Influencer เพื่อรีวิว
1. ใช้เวลาค้นหาและคัดเลือกสูง
การเปิด Profile ดู Content ย้อนหลัง ตรวจ Engagement ขอ Insight ติดต่อ และตาม Rate Card สามารถกินเวลาหลายวัน โดยเฉพาะ Campaign ที่ต้องการ Creator หลายสิบหรือหลายร้อยคน
2. เสี่ยงเจอยอด Follower หรือ Engagement ที่ไม่มีคุณภาพ
วเลขบนหน้า Profile สามารถทำให้เข้าใจผิดได้ Follower สูงไม่ได้รับประกันว่า Audience เป็นคนไทยตรง Target หรือมีความสนใจซื้อสินค้า แบรนด์ต้องดู Average Views, Comment Quality และ Audience Insight ประกอบ
3. Influencer อาจรับงานไม่ตรงสาย
Creator บางบัญชีรับงานแทบทุก Category จนภาพลักษณ์ไม่เหลือความเชี่ยวชาญ หากแบรนด์เลือกเพราะราคาถูกหรือยอด Follower เพียงอย่างเดียว รีวิวอาจดูเป็นโฆษณาและไม่สร้างความเชื่อถือ
4. มีความเสี่ยงด้านการทำงาน
มีทั้งกรณีรับสินค้าแล้วหาย ส่งงานช้า ไม่ทำตาม Brief หรือเกิดข้อพิพาทเรื่องการแก้งาน แบรนด์จึงต้องยืนยัน Scope, Timeline, Payment และ Usage Rights เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน
5. วัดผลผิดแล้วอาจคิดว่า Influencer ไม่ได้ผล
หาก Campaign ต้องการ Awareness แต่ทีมตัดสินจากยอดขายอย่างเดียว หรือ Campaign ต้องการ Conversion แต่ไม่มี Link, Code หรือ Attribution ตั้งแต่ต้น ต่อให้เลือก Influencer ถูกคนแบรนด์ก็อาจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินที่จ่ายไปสร้างผลลัพธ์อะไร
Case Study การใช้ Influencer ที่ประสบความสำเร็จ

กรณีแรกที่ควรศึกษา คือ Dunkin กับ Charli D’Amelio ในปี 2020 เพราะเป็นตัวอย่างของการเลือก Influencer จากพฤติกรรมจริง ไม่ใช่การจับคู่เพราะยอด Follower อย่างเดียว Charli พูดถึงและดื่ม Dunkin อยู่ก่อนการร่วมงาน แบรนด์จึงนำ Order ประจำของเธอมาสร้างเป็นเมนู The Charli ผลลัพธ์วันเปิดตัวทำให้ Dunkin มี App Download เพิ่มขึ้น 57% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 90 วันก่อนหน้า Cold Brew Sales เพิ่ม 20% ในวันแรกและ 45% ในวันถัดมา พร้อมขายเมนูดังกล่าวได้หลักแสนแก้วในช่วงไม่กี่วัน บทเรียนคือ Influencer Fit ที่ดีที่สุดบางครั้งไม่ได้เริ่มจากว่าใครดังที่สุด แต่เริ่มจากว่าใครมีความสัมพันธ์กับสินค้านั้นอยู่แล้วจนผู้ติดตามเชื่อได้ทันที

อีกกรณีคือ e.l.f. Cosmetics กับ Campaign #EyesLipsFace บน TikTok ซึ่งใช้ Creator และ Community เป็นแรงขับเคลื่อนแทนการทำโฆษณาแบบพูดทางเดียว Campaign กลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่โด่งดังของ TikTok โดย Shorty Awards รายงานว่ามี User Generated Videos ประมาณ 5 ล้านคลิปและยอดดูรวมประมาณ 7 พันล้านครั้ง ก่อนที่ Campaign ต่อเนื่องของแบรนด์จะสร้าง UGC และ Conversation อีกจำนวนมาก สิ่งที่แบรนด์ควรเรียนรู้ไม่ใช่การพยายามสร้าง Hashtag Viral ทุกครั้งแต่คือการออกแบบ Mechanic ที่ทำให้ Creator และผู้ชมสามารถสร้างเวอร์ชันของตัวเองต่อได้ง่าย เพราะเมื่อ Audience กลายเป็นผู้ผลิต Content ให้ Campaign ด้วย Scale จะไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงจำนวน Influencer ที่แบรนด์จ่ายเงินจ้าง
หลักเกณฑ์ในการคัดเลือก Influencer ที่แนะนำ
หา Influencer เจอไม่ใช่ส่วนที่ยากที่สุด ส่วนที่ยากกว่าคือคัดคนที่ไม่ควรจ้างออกให้เร็วที่สุด Sixtyscope แนะนำให้มองการคัด Creator เหมือนเลือก Media Partner ไม่ใช่เลือกคนมาถือสินค้า เพราะทั้งเงิน ภาพลักษณ์ และข้อความของแบรนด์จะถูกฝากไว้กับบุคคลนั้น
1. ดู Audience Fit ก่อนยอด Follower
Influencer 30,000 Followers ที่มี Audience ตรงกับลูกค้าอาจมีค่ามากกว่า Creator 300,000 Followers ที่ผู้ชมไม่เกี่ยวกับสินค้า อย่างน้อยควรตรวจประเทศอายุเพศความสนใจและ Average Views ก่อนคุยราคา หาก Influencer ไม่สามารถส่ง Insight ทั้งหมดได้ ให้ดู Comment, ผู้ที่ Engage และ Content Pattern ย้อนหลังแทน แต่ไม่ควรเดาจากยอด Follower อย่างเดียว
2. เปิดคอนเทนต์ย้อนหลังดูว่าเขารับงานมั่วหรือไม่
Creator ที่วันนี้รีวิวคลินิก พรุ่งนี้อาหารเสริม วันต่อมารถยนต์ และหลังจากนั้นเครื่องสำอางโดยไม่มี Niche เลยอาจมี Reach แต่ไม่มี Authority ใน Category ใดชัด ควรดูอย่างน้อย 20 ถึง 30 โพสต์ย้อนหลังเพื่อเข้าใจว่า Audience ติดตามคนนี้เพราะเรื่องอะไรจริง และเช็กว่าช่วงที่ผ่านมาเพิ่งรับคู่แข่งของเราหรือไม่
3. ตรวจตัวเลขผิดปกติและความน่าเชื่อถือก่อนโอนเงิน
อย่ารีบโอนมัดจำเพียงเพราะ Rate Card ราคาดี ควรตรวจชื่อผู้รับเงิน ชื่อบริษัทหรือผู้จัดการ ช่องทางติดต่อ และหลักฐาน Profile ให้ตรงกัน หาก Engagement สูงผิดปกติแต่ Comment ไม่มีเนื้อหา หรือยอด View แกว่งรุนแรงควรตรวจเพิ่มเติม สำหรับงานมูลค่าสูงควรมีเอกสารยืนยัน Scope และคู่สัญญาไม่ดีลงานทั้งหมดผ่านข้อความสั้นๆที่หายย้อนหลังได้ง่าย
4. ตกลง KPI และคำว่าเสร็จงานให้ตรงกันตั้งแต่แรก
ปัญหาใหญ่ไม่ใช่ Influencer ทำงานไม่ดีเสมอไป แต่คือแบรนด์กับ Creator เข้าใจคำว่างานเสร็จไม่เหมือนกัน ต้องระบุให้ชัดว่า Deliverable คืออะไรส่ง Draft วันไหนแก้ได้กี่ครั้งต้องโพสต์วันใดอยู่บนช่องนานเท่าไรต้องส่ง Insight หลังบ้านหรือไม่และมี KPI ใดเป็นเพียง Target หรือเป็นเงื่อนไขการจ่ายเงินจริง รวมถึง Usage Rights สำหรับ Spark Ads, Whitelisting หรือการนำคลิปไปใช้ในช่องของแบรนด์ เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมและไม่ควรถูกคิดรวมเองภายหลัง
สรุปข้อคิดเห็นจาก Sixtyscope
วิธีหา Influencer ในปี 2026 มีตั้งแต่ Facebook Group, Social Media, LINE OpenChat, Agency, TikTok Affiliate, Influencer Platform, การตาม Campaign คู่แข่ง ไปจนถึงการค้นจากลูกค้าเดิมและ Social Listening แต่ช่องทางที่หาเจอไม่ใช่ตัวตัดสินความสำเร็จ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ Criteria ที่ใช้คัดหลังจากเจอคนเหล่านั้นแล้ว ถ้าแบรนด์ยังเลือกจากยอด Follower, หน้าตา หรือ Rate Card ต่ำเพียงอย่างเดียว ต่อให้มีฐานข้อมูล Creator หลักล้านคนก็ยังสามารถเลือกผิดได้เหมือนเดิม
สำหรับ Sixtyscope เรามองว่ากระบวนการที่ดีต้องเริ่มจาก Objective และ Audience ก่อน แล้วค่อยเลือก Creator จาก Content Fit, Audience Fit, Engagement, Average Views, Professionalism และประวัติการทำงาน จากนั้นทำ Scope และเงื่อนไขเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนเริ่มงาน พร้อมติด Tracking ให้สามารถตอบได้หลัง Campaign ว่าใครสร้าง Reach ใครสร้าง Engagement และใครสร้างยอดขาย การหา Influencer ที่ดีจึงไม่ใช่การหาให้ได้คนเยอะที่สุดแต่คือการลดจำนวนคนผิดออกให้เร็วที่สุดแล้วนำงบไปลงกับ Creator ที่มีเหตุผลรองรับว่าทำไมคนดูของเขาถึงควรกลายเป็นลูกค้าของเรา










